อุปกรณ์เกี่ยวกับระบบไฟฟ้า

อุปกรณ์ที่เกี่ยวกับระบบไฟฟ้า
มิเตอร์ไฟฟ้า หรือ มาตรวัดไฟฟ้า
มิเตอร์ไฟฟ้า หรือ มาตรวัดไฟฟ้า นอกจากจะเป็นตัวกำหนดปริมาณการจ่ายกระแสไฟฟ้าแล้ว ยังทำหน้าที่ในการระบุค่าใช้จ่ายของไฟฟ้าในแต่ละรอบบิลอีกด้วย โดยมิเตอร์ไฟฟ้าจะมีทั้งหมด 2 ประเภทด้วยกัน คือ
- มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ 1 เฟส 2 สาย (220 โวลท์)
- มิเตอร์ไฟฟ้าแบบ 3 เฟส 4 สาย (220/380 โวลท์)
และนอกจากนี้ยังมีหลายขนาดให้เลือก คือ
- 5 (15) A
- 15 (45) A
- 30 (100) A
(โดยความหมายของตัวเลขและตัวอักษรคือ มิเตอร์ 5 แอมป์ ใช้ไฟฟ้าได้มากถึง 15 แอมป์)
โดยการเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของบ้านกับการไฟฟ้านั้น มิเตอร์ที่ขอจากการไฟฟ้านั้นจะต้องมีความสัมพันธ์กับปริมาณไฟฟ้าที่กำหนดไว้ โดยขนาดของมิเตอร์ไฟฟ้าที่มีให้เลือกตามมาตรฐานการไฟฟ้านครหลวงนั้น ได้แก่ 5 (15) A , 15 (45) A และ 30 ในขณะที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจะมีขนาดมิเตอร์ให้เลือกที่ 5 (15) A ,10 (30) A ,20 (40) A ,30 (60) A ,30 100 A โดยต้องไม่ลืมที่จะคำนวณว่าจะต้องใช้มิเตอร์เท่าใด ก่อนจะไปทำการขอไฟฟ้ากับทางการไฟฟ้า
(Tips : สำหรับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สำหรับมิเตอร์ 3 เฟส 4 สายจะต้องเริ่มต้นที่ขนาด 15 (45) A เป็นต้นไป)
สายเมน
สายเมน หรือ สายไฟฟ้าแรงต่ำ เป็นสายไฟฟ้าที่อยู่ถัดมาจากมิเตอร์ไฟฟ้า โดนจะมีจำนวนของสายเมน ตามระบบไฟฟ้าที่เราเลือก เช่น มีสายเมน 2 เส้น กรณี ระบบไฟฟ้า 1 เฟส และ มีสายเมน 4 เส้น ในกรณี ระบบไฟฟ้า 3 เฟส โดยแบ่งเป็นสาย L หรือ สาย Line เป็นสายที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน และ สาย N หรือ สาย Neutral จะเป็นสายที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน โดยทั้งสาย N และ สาย L จากมิเตอร์ไฟฟ้าจะถูกเชื่อมต่อไปยังตู้เมนไฟฟ้า โดยการนำสายไฟฟ้าเชื่อมเข้าสู่บ้าน จะต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายอย่าง ดังนี้
วิธีการเดินสายเมน
- เดินลอยในอากาศ
- เดินลอยติดผนัง (ตีกิ๊บ)
- เดินร้อยท่อบนผนัง
- เดินร้อยท่อฝังดิน
ประเภทและขนาดของสายไฟเมน
ขึ้นอยู่กับการเดินสายไฟฟ้า ซึ่งแต่ละแบบมีผลต่อปัจจัยด้านความปลอดภัย ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น
- สาย Type A หรือ เรียกย่อๆว่า TA เป็นสายประเภท THW สำหรับการเดินลอยในอากาศ หรือ เดินในท่อ
- สาย Type B หรือ เรียกย่อๆว่า TB เป็นสายประเภท VAF สำหรับเดินลอยติดผนัง (ติดกิ๊บ)
- สาย Type C หรือ เรียกย่อๆว่า TC เป็นสายประเภท NYY สำหรับเดินร้อยท่อใต้ดิน และ เดินลอยติดผนังในกรณีมีขนาดมิเตอร์ 30 – 50 แอมป์
เพิ่มเติม
- สาย THW เป็นสายไฟฟ้าชนิดทนแรงดัน 750 โวลท์ เป็นสายเดี่ยว นิยมใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ใช้ใน ระบบไฟฟ้า 3 เฟส
- สาย VAF เป็นสายชนิดทนแรงดัน 300 โวลท์ มีทั้งแบบสายเดี่ยว และ สายคู่ โดยสายคู่จะนิยมเดินตามฝาผนัง หรือ เดินลอยติดผนัง(ติดกิ๊บ)หรือ เดินร้อยท่อบนผนัง แต่จะไม่เดินแบบฝังดิน หากอยากจะเดินสาย VAF ลงดินนั้นจะต้องเดินท่อฝังดินที่มีการป้องกันน้ำซึมเข้าท่อ และห้ามใช้ในระบบไฟฟ้า 3 เฟสที่มีแรงดัน 380 โวลท์
- สาย NYY เป็นสายไฟฟ้าชนิดทนแรงดัน 750 โวลท์ เป็นสายไฟฟ้าที่นิยมใช้เนื่องจากถูกออกแบบมาให้มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อม โดยสาย NYY จะมีหลายแกน และหลายชนิด เช่น สาย NYY 2 แกน และสาย NYY 4 แกน ซึ่งก็จะมีชื่อเรียกสายหลายแกนแบบนี้แตกต่างกันไป คือ สาย NYY 4 แกน เรียกว่า สาย NYY – N คือ มีสายไฟอยู่ 3 เส้น และ สาย N 1 เส้น ส่วนสาย NYY 2 แกน จะเรียกว่า สาย NYY – G หรือเป็นสายชนิด 2 แกน 3 แกน และ 4 แกน ที่มีสายดินรวมอยู่ด้วย เหมาะกับอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ต้องต่อลงดิน
ซึ่งแต่ละวิธีต้องสัมพันธ์กันกับชนิดของท่อ ขนาดของสายไฟฟ้าเมน และ มิเตอร์ไฟฟ้าที่ได้ทำการขอไว้ จึงสรุปได้ว่า การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของบ้านกับการไฟฟ้า มีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง หรือ สิ่งที่ต้องทำได้แก่
- คำนวณปริมาณไฟฟ้าที่ต้องการใช้
- ขนาดของมิเตอร์ไฟฟ้าที่ต้องใช้
- ขนาดของสายไฟฟ้าเมนที่ต่อเข้าตัวบ้าน
- อุปกรณ์ตู้เมนไฟฟ้า ที่เตรียมต่อกระจายไฟฟ้าที่ใช้ภายในบ้าน
ชนิดของท่อร้อยสายเมน
แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
- ท่อโลหะ ได้แก่ วัสดุท่อเหล็กชุปสังกะสี ได้แก่ EMT หรือ ท่อเดินภายใน IMC ท่อเดินผนังภายนอก และ RSC ท่อหนาพิเศษสำหรับเดินใต้ดิน (โดยท่อโลหะจะใช้สำหรับเดินในกรณีผนัง หรือ ตามโครงสร้างอาคารเท่านั้น)
- ท่ออโลหะ หรือ ท่อพลาสติก ได้แก่ ท่อ PVC และ ท่อ HDPE หรือ ท่อPE มักจะนิยมเดินท่อร้อยสายฝังดินเท่านั้น
ทั้งนี้ เจ้าของบ้านต้องไม่ลืมที่จะกำหนดการเดินสายเมนเข้าตัวบ้าน โดยพิจารณาตามความเหมาะสม ความปลอดภัย และ ความสวยงาม โดยสามารถแบ่งออกเป็น
- เดินเข้าผนัง แล้วเข้าสู่บ้านที่ชั้นฝ้าเพดาน สำหรับกรณีเดินสายเมนบนผนัง หรือ เดินลอยไปที่ตู้เมนไฟฟ้า
- เดินเข้าช่องชาร์ป หรือ ช่องเซอร์วิสไฟฟ้า กรณีเดินสายเมนไฟฟ้าแบบฝังดิน หรือกรณีที่ไม่สามารถฝังลงไปในผนังได้ ต้องเผื่อช่องชาร์ป หรือ ช่องเซอร์วิสไว้ เพื่อความสวยงาม
- เดินร้อยท่อเข้าที่ผนัง สำหรับกรณี เดินสายเมนแบบฝังดิน เหมาะกับบริเวณที่ไม่ต้องการความสวยงามมากนัก
ตู้เมนไฟฟ้า
ตู้เมนไฟฟ้า จะแยกประเภทตาม เฟสไฟฟ้าที่เจ้าของบ้านได้ขอไว้กับทางการไฟฟ้า โดย ระบบไฟฟ้า 1 เฟส 2 สาย จะเรียกว่า คอนซูมเมอร์ยูนิต (Consumer Unit) และ ระบบไฟฟ้า 3 เฟส 4 สาย จะเรียกว่า โหลดเซนเตอร์ (Load Center) โดยมีหน้าที่จ่ายไฟฟ้าตามที่เจ้าของบ้าน หรือ วิศวกรกำหนด หรือ เรียกว่า เซอร์กิส (Circuit) โดยโครงสร้างของตู้เมนไฟฟ้าจะมี เซอร์กิจเบรกเกอร์เมน ทำหน้าที่ตัดวงจรไฟฟ้าทั้งหมดของบ้าน ในกรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินขนาดที่ตู้เมนไฟฟ้ากำหนดไว้ หรือ เหตุไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งในส่วนของเบรกเกอร์ย่อยนั้น ทำหน้าที่ในการแจกจ่ายไฟฟ้าไปยังพื้นที่ที่ใช้ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ โดยในการทำงานของเบรกเกอร์จะสัมพันธ์กับขนาดของฟิวส์ในแต่ละส่วนของเบรกเกอร์ย่อย และขนาดของหน้าตัดสายไฟฟ้าที่จ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชนิด จะเป็นจุดร่วมของระบบไฟฟ้าสายดินของทุกเซอร์กิต ในกรณีที่เกิดไฟฟ้ารั่ว หรือ ไฟฟ้าช๊อต
การเลือกขนาดของเบรกเกอร์ จะแปรผันตามมิเตอร์ไฟฟ้า ดังนี้
มิเตอร์ 16 , 50 และ 100 แอมป์ จะมีขนาดมากกว่าปริมาณการจ่ายไฟฟ้าของมิเตอร์ เพื่อให้ตัดการจ่ายกระแสไฟฟ้าในกรณีที่ใช้ไฟฟ้าเกินขนาด ซึ่งในกรณีที่เราเลือกขนาดของ เบรกเกอร์เมน ไม่เหมาะสมกับมิเตอร์ไฟฟ้า จะทำให้ไม่มีการตัดกระแสไฟฟ้า เมื่อเกิดการใช้งานที่เกินขนาด หรือ เรียกว่าไฟเกิน ซึ่เป็นเหตุผลต่อมาที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้นั่นเอง โดยเบรกเกอร์เมนนั้นจำเป็นจะต้องมีค่าความทนทานกระแสไฟฟ้าลัดวงจรไม่ต่ำว่า 10KA เช่นเดียวกับเบรกเกอร์ย่อยที่ต้องเลือกให้สัมพันธ์กันการหน้าตัดของสายไฟฟ้า โดย ขนาดของเบรกเกอร์ย่อยจะต้องมีปริมาณที่ยอมให้กระแสไฟฟ้าผ่านน้อยกว่าปริมาณกระแสไฟฟ้าในสาย แต่ต้อมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จ่ายไป เพื่อให่เกิดการตัดกระแสไฟฟ้า เมื่อเกิดไฟเกิน
อุปกรณ์พวก เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำร้อน และ มอเตอร์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ที่ต้องได้รับความใส่ใจในการเลือกใช้ระบบไฟฟ้า เพราะ เป็นอุปกรณ์ที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้ามากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น โดยผู้ผลิตตู้เมนไฟฟ้าจะมีการระบุขนาดของหน้าตัดสายไฟฟ้า และ ขนาดชองอุปกรณ์ไฟฟ้าแต่ละชนิด ให้เกมาะกับขนาดของเบรกเกอร์ย่อยๆ ต่อๆไป
เครื่องตัดกระแสไฟฟ้า
ในกรณีที่ตู้เมนไฟฟ้าเกิดไม่ทำงาน เครื่องตัดกระแสไฟฟ้าจะเป็นตัวที่เข้ามาทำหน้าที่แทนในส่วนนี้ โดยเฉพาะระบบสายดิน ที่จะเข้ามาช่วยกำจัดกระแสไฟฟ้าที่รั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือ การสัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้าของเจ้าของบ้าน หรือ ผู้ใช้งาน
(เพิ่มเติม : ในกรณีที่มีการสัมผัสกับสาย L หรือ สาย Line ซึ่งเป็นสายที่มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน เครื่องตัดไฟฟ้าจะทำการตัดไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายต่อผู้ที่สัมผัส โดยเครื่องตัดไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆนั้นจะสามารถเลือกปรับค่าต่างๆ ให้เหมาะกับการใช้งานมากขึ้น โดยป้องกันการตัดไฟฟ้าบ่อยๆของอุปกรณ์ต่างๆ )
สายดิน
หลายๆคนคงจะเคยเห็นสติกเกอร์ที่ติดอยู่กับเครื่องใช้ไฟฟ้าว่า “อันตรายหากไม่ติดตั้ง สายดิน” แล้ว สายดิน ที่ว่านี่คืออะไร แล้วมีหน้าที่อะไรกันแน่
สายดิน เป็นอุปกรณ์ที่มีไว้เพื่อรองรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีระบบสายกิน โดยเฉพาะอุปกรณ์ที่เสี่ยงต่อการถูกสัมผัส เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น สวิตซ์ ปลั๊กไฟ เป็นต้น โดยขนาดของสายดินจะถูกระบุตามชนิดของอุปกรณ์ไฟฟ้านั้นๆ มักจะมีสายสีเขียว หรือ เขียวสลับเหลือง แล้วจึงต่อมายังตู้เมนไฟฟ้า แล้วจึงจะต่อออกไปที่สายต่อหลักดิน เพื่อนำกระแสไฟฟ้าที่รั่วไหล หรือ ไฟเกินลงสู่ดิน
โดยขนาดของหลักดินนั้นจะเป็นไปตามที่วิศวกรกำหนด เพื่อให้เหมาะสมกับปริมาณการใช้ไฟฟ้าของบ้านแต่ละหลัง เช่น สายต่อหลักดิน 10 ตร.มม. ต้องต่อกับหลักดินไม่เกิน 35 มม. ซึ่งโดยทั่วๆไปหลักดินจะมีความลึกที่ 2.4 เมตร โดยตอกให้อยู่ในระดับความชื้นของดิน เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลลงสู่ดินอย่างแน่นอน
นอกจากนี้เรื่องของสายดินยังไปสัมพันธ์กับเรื่องการเดินสายไฟเข้าสู้เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ทั้งการเดินท่อแบบไร้สาย หรือ การเดินลอยบนผนัง และรวมไปถึงขนาดหน้าตัดของสายไฟแต่ละเครื่องใข้ไฟฟ้า เช่น 2.5 ตร.มม. สำหรับไฟฟ้าเพื่อส่องสว่าง และ ขนาด 4 ตร.มม. สำหรับเครื่องปรับอากาศ 12,000 BTU ขึ้นไป และ สำหรับเต้าเสียบ นอกจากนี้ขนาดและจำนวนของสายไฟฟ้าจะไปสอดคล้องเข้ากับชนิดของท่อร้อยสายไฟอีกด้วย ไม่ว่าจะท่อโลหะ หรือ ท่ออโลหะ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความร้อนที่สะสม และ เพื่อให้ง่ายต่อการเดินสายโดยที่สายไม่ชำรุด
บทความนี้เป็นประโยชน์ใช่ไหม ? มากดไลก์เป็นกำลังใจให้ผู้เขียนกัน !
สายไฟ
ปลั๊กและสวิตช์ไฟฟ้า
เบรกเกอร์ไฟและตู้ไฟ
ออดและกริ่ง
ไฟฉายและไฟฉุกเฉิน
มิเตอร์ไฟฟ้า หม้อแปลงกระแส
สายสัญญาณ
กล้องวงจรปิด CCTV