โครงสร้างผนังบ้านเย็น

บ้านเย็นสบายด้วย...โครงสร้างผนังบ้านป้องกันความร้อน
ร้อน!!! จัดได้ว่าเป็นคำพูดติดปากคนไทยเลยก็ว่าได้ เพราะปฏิเสธไม่ได้จริงๆว่าบ้านเราตอนนี้นั้นร้อนจนแสบผิวไปหมดแล้ว ทำให้หลายครั้งการหมกตัวอยู่ในบ้าน ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการออกจากบ้าน หลายคนเลือกการใช้งานแอพพิเคชั่นสั่งอาหารมาทานที่บ้าน เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินออกจากบ้าน แต่บางครั้งกลับกลายเป็นว่า บ้านของเราเองก็ร้อนไม่แพ้บริเวณด้านนอกเลย โดยทางทีมงาน OneStockhome ได้เคยเสนอบทความเกี่ยวกับ บ้านเย็นหลายครั้ง แต่มักจะเน้นไปที่ บริเวณหลังคาเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากว่าหลังคาเป็นบริเวณที่เจอกับความร้อนก่อนบริเวณอื่น รวมถึง 70% ของความร้อนมักจะมาจากหลังคา แต่อย่าลืมว่าความร้อนนั้น สามารถแทรกซึมเข้ามาได้ทุกพื้นที่ของบ้าน
ผนังก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่รับแสงแดดเป็นเวลานานพอๆกับหลังคา และรับแสงแดดโดยตรงเช่นกัน การสร้างโครงสร้างผนังที่ป้องกันความร้อนนั้น ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถทำได้ เพื่อทำให้ผนังบ้านของเราเย็น และ ป้องกันความร้อนที่จะเข้ามาภายในบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงสร้างผนังบ้านสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ โครงสร้างผนังก่ออิฐฉาบปูน และ โครงสร้างผนังเบา ซึ่งทั้ง 2 โครงสร้างเองก็มีขั้นตอนการสร้าง และ คุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไปตามวัสดุ ทุกท่านสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่
จึงพูดได้ว่าโครงสร้างผนังเอง สามารถวัดค่าป้องกันความร้อน หรือ ค่ากันความร้อน (ค่าR) สูงๆเพื่อให้ผนังบ้านของเราเย็น หรือหากไม่อยากสร้างโครงสร้างแบบเดียวกันทั้งบ้านก็สามารถเลือกสร้างผนังบ้านรูปแบบนั้น เฉพาะด้านที่อาจจะโดนแดดเป็นเวลานานๆ เพื่อไม่ให้เกิดการสะสมความร้อนในผนัง รวมไปถึงช่วยลดการใช้จ่าย และ เวลาการก่อสร้างอีกด้วย
ผนังแต่ละรูปแบบมีคุณสมบัติในการกันความร้อนที่แตกต่างออกไป เช่น ผนังก่ออิฐมอญ ฉาบด้วยปูนนั้นดูจะเป็นรูปแบบผนังที่ร้อนที่สุด แต่ถ้าหากว่าสร้างในรูปแบบของ ผนังอิฐมวลเบา 2 ชั้น ก็จะช่วยให้ผนังบ้านของเราเย็นขึ้นได้มากทีเดียว
สำหรับผนังก่ออิฐฉาบปูน หากไม่เลือกใช้เป็นอิฐมอญ แล้วหันมาเลือกใช้งานเป็นอิฐมวลเบาแทน ก็จะช่วยเพิ่มค่ากันความร้อนของผนังได้เช่นกัน
สำหรับผนังเบานั้น ส่วนใหญ่แผ่นผนังมักจะมีคุณสมบัติในการกันความร้อนอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ด้วยความบางของแผ่นผนังที่มีไม่มาก การกันความร้อนก็อาจจะน้อย แต่ไม่อมความร้อนเท่าอิฐมอญอย่างแน่นอน
การเสริมค่ากันความร้อนของผนังของทั้งผนังก่ออิฐฉาบปูน และ ผนังเบา จึงต้องพึ่งวัสดุอย่าง ฉนวนกันความร้อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพค่ากันความร้อนของผนัง โดยฉนวนกันความร้อนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น และ ฉนวนกันความร้อนแบบพ่น
ฉนวนกันความร้อน
โดยสำหรับงานผนังนั้น มักจะเลือกใช้ฉนวนกันความร้อน แบบแผ่นมากกว่า โดยฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นจะสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ชนิด ได้แก่
- ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น ชนิด อลูมิเนียมฟอยล์
- ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น ชนิด โพลียูรีเทน
- ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น ชนิด Air bubble
- ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น ชนิดใยแก้ว
ซึ่งทั้ง 4 ชนิดนั้น ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นอลูมิเนียม และ ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่น Air bubble ต้องบอกว่าเป็นแผ่นสะท้อนความร้อนออกมามากกว่าที่จะเป็นฉนวนกันความร้อน แต่ก็จัดได้ว่าอยู่ในประเภทเดียวกัน แต่ฉนวนกันความร้อนแบบแผ่นที่มีค่านำความร้อนน้อยที่สุด คือ ฉนวน PE โฟม หรือชื่อเต็มๆคือ ฉนวนกันความร้อน โพลียูรีเทน (Polyurethane Foam) โดยมีค่านำความร้อนน้อยที่สุดอยู่ที่ 0.020 – 0.025 W/n.k (ยิ่งค่านำความร้อนน้อยยิ่งดี)
แต่สำหรับฉนวนกันความร้อนที่นำเสนอในบทความนี้จะเป็นฉนวนกันความร้อนใยแก้ว เพราะเป็นฉนวนที่ได้รับความนิยมในการใช้งานมากกว่า ฉนวนกันความร้อน โพลียูรีเทน เนื่องจากราคาที่ถูกกว่า ฉนวนแบบ PE โฟม และ มีความหนาให้เลือกหลากหลายแบบเพื่อตอบโจทย์การสร้างบ้านด้วย
กรณีที่สร้างแบบรูปแบบ โครงสร้างผนังเบานั้น การเพิ่มฉนวนกันความร้อน สามารถเพิ่มเข้าไปได้เลยในส่วนของช่องว่างระหว่างแผ่นผนังทั้ง 2 แผ่นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกันความร้อน แต่สำหรับกรณีของผนังก่ออิฐฉาบปูนนั้น จะสามารถทำได้ด้วยการติดตั้งฉนวนกันความร้อนเพิ่มเข้าไป แล้วปิดทับด้วยแผ่นผนังอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งอาจจะเสียพื้นที่ภายในห้องไปเล็กน้อย แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างตามแนวคานบ้านได้ เนื่องจากโครงสร้างผนังเบา และ ฉนวนกันความร้อนไม่ได้มีน้ำหนักมากเกินไปจนต้องมีคานรองรับ
ทั้งนี้เชื่อว่าประเภทไทยน่าจะร้อนมากขึ้นๆไปอีกในทุกๆปีอย่างแน่นอน จึงอยากจะเชิญชวนทุกท่านมาช่วยกันประหยัดพลังงาน และ ลดปัญหาโลกร้อนด้วยกัน ถ้าหากว่าบ้านของเราเย็นสบาย การใช้งานเครื่องปรับอากาศก็จะลดลงและนอกจากจะช่วยโลกแล้ว ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ด้วย
