การเลือกใช้ไม้ให้เหมาะกับการใช้งาน

ไม้ก่อสร้างแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก
ไม้ก่อสร้างเป็นวัสดุก่อสร้างที่สำคัญและมีการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีคุณสมบัติที่โดดเด่นทั้งในแง่ความแข็งแรง ความสวยงาม และความยืดหยุ่น สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการก่อสร้างได้หลากหลายรูปแบบ โดยไม้ก่อสร้างสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักตามคุณสมบัติทางกายภาพและความทนทาน ได้แก่
1. ไม้เนื้อแข็ง (Hardwood)
- ลักษณะ มีเนื้อไม้ที่แข็ง แน่น มีลายไม้ที่สวยงามหลากหลาย สีสันของเนื้อไม้ก็แตกต่างกันไปตามชนิดของไม้
- ที่มา ได้จากพืชใบเลี้ยงคู่ เช่น ไม้สัก ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้ประดู่
- คุณสมบัติ ทนทานต่อสภาพอากาศและแมลงได้ดี มีความแข็งแรงสูง เหมาะสำหรับงานก่อสร้างที่ต้องการความแข็งแรงทนทาน เช่น พื้น ฝ้าเพดาน เสา และโครงสร้างอาคาร
- การใช้งาน นิยมใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ไม้แดง ไม้ประดู่ เนื่องจากมีลวดลายที่สวยงามและมีความทนทานสูง
2. ไม้เนื้อแข็งปานกลาง (Semi-Hardwood)
- ลักษณะ มีความแข็งแรงปานกลาง ทนทานพอสมควร มีสีสันและลวดลายที่หลากหลาย
- ที่มา ส่วนใหญ่มาจากพืชใบเลี้ยงคู่ เช่น ไม้ยาง ไม้ตะแบก
- การใช้งาน เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรงปานกลาง เช่น
งานก่อสร้าง ฝา คร่าวหลังคา
เฟอร์นิเจอร์ เฟอร์นิเจอร์ทั่วไป
3. ไม้เนื้ออ่อน (Softwood)
- ลักษณะ มีเนื้อไม้ที่อ่อนกว่าไม้เนื้อแข็ง มีเส้นใยยาวเรียงตัวกันเป็นระเบียบ
- ที่มา ได้จากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น ไม้สน ไม้ซีดาร์ ไม้เฟอร์
- คุณสมบัติ น้ำหนักเบา ราคาถูก เลื่อยและไสกบง่าย เหมาะสำหรับงานก่อสร้างที่ต้องการความรวดเร็ว เช่น ไม้กระดาน ไม้โครงสร้าง
- การใช้งาน นิยมใช้ทำไม้กระดาน ไม้โครงสร้างหลังคา ไม้พื้น ไม้ฝา และเฟอร์นิเจอร์บางชนิด
ภาพประกอบ: ไม้งานก่อสร้าง
การเลือกใช้ไม้ก่อสร้าง
การเลือกใช้ไม้ก่อสร้างชนิดใดขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ
- งบประมาณ ไม้เนื้อแข็งมีราคาสูงกว่าไม้เนื้ออ่อนและไม้สังเคราะห์
- ความแข็งแรง ไม้เนื้อแข็งมีความแข็งแรงทนทานสูงสุด
- ความสวยงาม ไม้เนื้อแข็งมีลายไม้ที่สวยงามและหลากหลาย
- การใช้งาน เลือกชนิดของไม้ให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ไม้ที่ใช้ภายนอกอาคารควรมีความทนทานต่อสภาพอากาศ
ไม้เนื้อแข็ง
ไม้เต็ง
- ไม้เต็ง เป็นไม้ที่ได้ยินชื่อบ่อยที่สุด โดย ไม้เต็ง นับว่าเป็น ต้นไม้ ที่มีขนาดต้นอยู่ใน ระดับกลาง ถึง ระดับใหญ่ เนื้อของ ไม้เต็ง จะมีสีน้ำตาลอ่อนจนถึงสีน้ำตาลแก่แกมแดง เนื้อไม้เต็ง มีความหยาบ แต่ เนื้อมีความสม่ำเสมอ มีความแข็ง ความเนียว และมีความแข็งแรง เนื้อไม้เต็ง ทนทาน ตัวลายเสี้ยนของ ไม้เต็ง จะเป็นลาย ทำให้เมื่อผ่านการผึ่งให้แห้งแล้ว การเลื่อยไส หรือการตกแต่งทำได้ยาก น้ำหนักโดยเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 1,040 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร งานก่อสร้างที่ใช้ ไม้เต็ง อันได้แก่ การใช้ ไม้เต็ง ทำ ไม้หมอนรถไฟ (น้ำหนักมาก) ขนส่งคอยล์เหล็ก ทำด้ามเครื่องมือกสิกรรม และ ทำโครงสร้างอาคาร เช่น บริเวณ ตง วาน วงกบ ประตูหน้าต่าง โครงหลังคา และ ไม้เต็ง มีความแข็งแรง ถึงขั้นนำมาทำเป็นเสาได้เช่นกัน เป็นต้น
ไม้รัง
- ไม้รัง หลายคนอาจจะได้ยินชื่อ ไม้เต็ง ไม้รัง คู่กัน โดนวางขายคู่กัน ไม้รัง เป็นต้นไม้ขนาดลำต้น ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ โดยลักษณะเนื้อ ไม้รัง มีสีน้ำตาลอมเหลือง เนื้อหยาบ และไม่สม่ำเสมอ (ต่างกับ ไม้เต็ง ที่เนื้อจะมีความสม่ำเสมอ) เนื้อและลายเสี้ยนของไม้รัง เป็นแบบ เสี้ยนไม้ลายสับสน ไม้รัง จัดอยู่ในประเภทไม้ ที่มีความแข็ง น้ำหนักมาก มีความแข็งแรง และทนทานมาก เลื่อยไส ตกแต่ง ไม้รัง จะทำได้ค่อนข้างยาก โดยเมื่อผ่านการผลิตแบบผึ่งแห้ง จะมีลักษณะคล้าย ไม้เต็ง จึงเป็นที่มาที่ตลาดมักเรียกว่า ไม้เต็งรัง โดย ไม้รัง จะน้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 800 กก./ลบ.ม. การใช้งาน ไม้รัง อันได้แก่ การนำมาใช้ทำเสา และโครงสร้างอาคาร ทำไม้หมอนรางรถไฟ และทำเครื่องมือกสิกรรม เป็นต้น
ไม้แดง
- ไม้แดง เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ลักษณะของเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อๆ หรือสีน้ำตาลอมแดง เสี้ยนแข็งแรงและทนทาน เลื่อยไสตกแต่งได้เรียบร้อย ขัดชักเงาได้ดี น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 960 กก./ลบ.ม. ไม้นี้นิยมในการก่อสร้างในส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น พื้น วงกบ ประตูหน้าต่าง ทำเกวียน ทำเรือ หมอนรางรถไฟ เครื่องเรือน เครื่องมือกสิกรรม และด้ามเครื่องมือ ไม้แดงนี้ปลวกหรือเพรียงจะไม่ค่อยรบกวน และเป็นต้นไม้ที่ต้านทานไฟในตัวด้วย ไม้แดงเป็นไม้ที่มีความแข็งมาก ทำให้เวลาเกิดความชื้นหรือร้อน อาจจะขยายตัวจนกำแพงแตกได้
ไม้ตะเคียนทอง
- ไม้ตะเคียนทอง เป็นต้นไม้ใหญ่และสูงมาก ลักษณะเนื้อไม้มีสีเหลืองหม่น หรือสีน้ำตาลอมเหลือง มักมีเส้นสีขาวหรือสีเทาขาวผ่านเสมอ สีที่ผ่านนี้เป็นท่อน้ำมันยาง เสี้ยนมักสับสน เนื้อละเอียดปานกลาง แข็ง เหนียว ทนทาน ทนปลวกได้ดี นำไปเลื่อยใสกล ตกแต่งและชักเงาได้ดีมาก น้ำหนักโดยเฉลี่ย 750 กก./ลบ.ม. ใช้ในการก่อสร้างอาคารและไม้หมอนรถไฟ
ไม้ตะแบก
- ไม้ตะแบก เป็นต้นไม้สูงใหญ่ ลักษณะเนื้อไม้สีเทาจนถึงน้ำตาลอมเทา เสี้ยนตรง หรือเกือบตรง เนื้อละเอียดปานกลาง เป็นมัน แข็ง เหนียว แข็งแรง และทนทานดี ถ้าใช้ในร่มไม่ตากแดดตากฝน ใช้ทำเสาบาน ทำเรือ แพ เกวียน เครื่องมีกสิกรรม ไม้ตะแบกชนิดลายใช้ทำเครื่องเรือนได้สวยงามมาก ใช้ทำด้ามมีด กรอบรูป และด้ามปืน เป็นต้น
ไม้มะค่าแต้
- ไม้มะค่าแต้ เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดสูงใหญ่ ลักษณะทั่วไปเนื้อไม้มีสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ มีเส้นเสี้ยนผ่านและมีสีแก่กว่าสีพื้น เสี้ยนสับสน เนื้อค่อนข้างหยาบแต่สม่ำเสมอเป็นมันเลื่อม แข็งและทนทานมาก ทนมอด ทนปลวกได้ดี เลื่อยไสตกแต่งได้ยาก เพราะความแข็งของไม้ น้ำหนักโดยเฉลี่ย 1090 กก./ลบ.ม. ใช้ในการก่อสร้างต่างๆ ทำหมอนรถไฟ ทำเครื่องเกวียน เครื่องไถนา และเครื่องเรือน
ไม้ประดู่
เป็นต้นไม้สูงใหญ่ ลักษณะเนื้อไม้สีแดงอมเหลืองถึงสีแดง อย่างสีอิฐแก่ สีเส้นเสี้ยนแก่กว่าสีพื้น บางทีมีลวดลายสวยงามมาก เสี้ยนสับสนเป็นริ้ว เนื้อละเอียดปานกลาง แข็งและทนทาน ไสตกแต่งและทำเงาได้ดี น้ำหนักโดยเฉลี่ย 800 กก./ลบ.ม. ใช้ในการก่อสร้าง ทำเกวียน เครื่องเรือนที่สวยงาม ทำจากปุ่มประดู่ ทำด้ามเครื่องมือ และสิ่งอื่นๆที่ต้องการความแข็งแรง ทนทาน ไม้ประดู่ส่วนใหญ่คือ ประดู่แดงหรือประดู่เหลือง ความแข็งใกล้เคียงกับไม้แดง แต่ยืดหดน้อยกว่า
ไม้เนื้อแข็งปานกลาง
ไม้สัก
- ไม้สัก ไม้เนื้อแข็งปานกลาง เนื้อเป็นสีน้ำตาลทอง นานเข้าจะกลายเป็นสีน้ำตาล มีน้ำมันในตัว มีลวดลายในตัวเป็นลักษณะที่มีเส้นสีแก่แทรกเสี้ยนตรงเนื้อหยาบ และไม่สม่ำเสมอ พอให้เป็นเท็กซ์เจอร์ของเนื้อ มีความแข็งพอประมาณ ทนทาน แกะสลักได้ดี ชักเงาได้ง่าย และดีมาก เป็นไม้ที่ผึ่งให้แห้งได้ง่ายและอยู่ตัวดี .ไม้สักเป็นไม้ที่นิยมมากในการทำเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ ประตูหน้าต่าง แกะสลักต่างๆ
ไม้กระบาก หรือไม้กะบาก
- ไม้กระบาก หรือไม้กะบาก เป็นไม้สูงใหญ่ ลักษณะเนื้อไม้โดยรวม มีสีตั้งแต่นวลเหลืองถึงน้ำตาล อ่อนแกมแดงเรื่อๆ เสี้ยนตรง เนื้อหยาบ แต่สม่ำเสมอ แข็ง เหนียว เลื่อยไสตกแต่งได้ไม่ยาก ข้อเสียคือ เนื้อเป็นทราย ทำให้กัดคมเครื่องมือ น้ำหนักโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 600กก./ลบ.ม. ใช้ทำแบบหล่อคอนกรีตได้ดี เพราะถูกน้ำแล้วไม่บิดงอหรือโค้ง ทำเครื่องเรือนราคาไม่แพง ทำกล่องใส่ของ เก้าอี้
ไม้นนทรีย์
- ไม้นนทรีย์ เป็นต้นไม้ขนาดกลาง ลักษณะไม้สีชมพูอ่อนถึงน้ำตาลแกมชมพูเป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรง หรือเป็นลูกคลื่นหรือสับสนบ้างเล็กน้อย เนื้อหยาบปานกลาง เลื่อยผ่าไสตกแต่งได้ง่าย น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 575 กก. /ลบ.ม. ใช้ทำพื้น เพดาน และฝา ทำเครื่องเรือน และที่ใส่ของต่างๆ
ไม้เนื้ออ่อน
ไม้ยาง
- ไม้ยาง เป็นต้นไม้สูงชลูด ลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อ หรือสีน้ำตาลหม่น เสี้ยนมักตรง เนื้อหยาบ แข็งปานกลาง ใช้ในร่ม ทนทานดี เลื่อยไสตกแต่งได้ดี น้ำหนักโดยเฉลี่ยนประมาณ 650-720 กก./ลบ.ม. ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป เช่น ใช้เป็นไม้ฝา ไม้คร่าว ฝ้าเพดาน คร่าวฝา
ไม้กระท้อน
- ไม้กระท้อน เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อๆปนเทา เสี้ยนไม้ตรง เนื้อค่อนข้างหยาบ แข็งแรงปานกลาง ใช้ในร่มทนทานพอควร เลื่อยไสตกแต่งได้ง่าย ขัดและชักเงาได้ ผึ่งให้แห้งได้ง่าย แต่หดตัวมาก ใช้ทำพื้น เพดาน และเครื่องเรือน
ไม้ต้นมะพร้าว
- ไม้ต้นมะพร้าว เนื้อมีความหนาแน่น ใช้เป็นโครงสร้างรองได้ ความหนาแน่นตรงริมมีมากกว่าตรงกลางต้น ตอนกลางมีน้ำหนักเฉลี่ย 400 กก./ลบ.ม. แต่ตอนริมมีน้ำหนักเฉลี่ยถึง 600 กก./ลบ.ม. การนำไม้มาใช้งาน เริ่มจากการตัดโค่นต้นไม้ให้เป็นท่อน ที่เรียกว่า ซุง Log และจะมีการนำซุงมาแปรรูปโดยผ่าหรือเลื่อย ซึ่งก็จะทำให้ได้ไม้รูปลักษณ์ต่างกันตามลักษณะของการผ่าน
ประเภทและกลสมบัติของไม้
ไม้ที่เรานำมาใช้ในงานก่อสร้างมีอยู่หลายชนิดและหลายประเภท ซึ่งการรับกำลังก็จะแตกต่างกันออกไป ดังนั้นการเลือกใช้ไม้ให้ถูกต้องตามลักษณะของงานก่อสร้าง ยอ่มจะก่อให้เกิดความปลอดภัย และเหมาะสมกับประเภทของงานนั้นๆ ซึ่งไม้แต่ละประเภทจะมีความแตกต่างกันออกไป โดยการจำแนก จะคำนึงถึง กลสมบัติ ของไม้ดังนี้
1. น้ำหนักไม้ (Weight) ไม้ที่เหมาะสำหรับนำมาใช้ในงานวิศวกรรมก่อสร้าง ควรผ่านการผึ่งหรืออบให้เหลือความชื้นประมาณ 12-15% โดยน้ำหนัก เพื่อลดปัญหาการบิดตัว หดตัว และแตกปริในภายหลัง
2. ความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) เป็นกลสมบัติที่แตกต่างกันไปตามชนิดของไม้ โดยทั่วไปไม้ที่มีน้ำหนักและความถ่วงจำเพาะสูงมักจะเป็นไม้ที่ให้กำลังสูงกว่าไม้ที่มีความถ่วงจำเพาะต่ำ
3. หน่วยแรงดัด (Bending Stress) เป็นกลสมบัติที่ใช้กับการออกแบบโครงสร้างประเภทคาน เพื่อให้สามารถกำหนัดหน้าตัดที่เหมาะสมที่นำมารองรับน้ำหนักบรรทุก
4. โมดูลัสแตกหัก (Modulus of Rupture) เป็นหน่วยแรงดัดของไม้ที่วัด เมื่อถูกแรงดัดประลัยกระทำจนถึงขั้นแตกหัก
5. โมดูลัสยืดหยุ่น (Modulus of Elasticity) เป็นกลสมบัติในการต้านทานต่อการโก่งตัวของคานในแนวดิ่ง โดยทั่วไปไม้ที่มีความชื้นมากจะโก่งตัวมากกว่าไม้ที่ผึ่งแห้งดีแล้ว เมื่อรับน้ำหนักบรรทุกเท่ากัน
6. หน่วยแรงอัดขนาดตามแนวเสี้ยน (Compressive Stress Parallel to Grain) เป็นกลสมบัติที่ใช้ในการพิจารณาการออกแบบโครงสร้างที่ต้องรับแรงอัด เช่น เสา โดยการที่รับแรงของเสา จะเปรียบเสมือนมีเสากลวงเล็กๆของเซลส์ไม้หลายๆเซลส์ช่วยกันยันซึ่งกันและกัน ทำให้รับกำลังได้ดี
7. หน่วยแรงอัดตั้งฉากกับแนวเสี้ยน (Compressive Stress Perpendicular to Grain) เป็นกลสมบัติที่ใช้พิจารณาในการออกแบบโครงสร้างคาน ที่ต้องรับแรงอัดเป็นจุด เพื่อตรวจสอบการยุบตัวของเสี้ยนไม้ให้อยู่ในขอบเขตยืดหยุ่นที่ยอมให้เท่านั้น
8. หน่วยแรงดึงขนานกับแนวเสี้ยน (Tensile Stress Parallel to Grain) เป็นกลสมบัติที่ให้ค้าสูงสุดของไม้ในการออกแบบโครงสร้างไม้
9. หน่วยแรงดึงตั้งฉากกับแนวเสี้ยน (Tensile Stress Perpendicular to Grain) เป็นกลสมบัติที่ไม่ค่อยได้ใช้ในงานออกแบบ
10. หน่วยแรงเฉือนขนานกับแนวเสี้ยน (Shearing Stress Along Grain) เป็นกลสมบัติในการต้านทานการแยกออกจากกันของคานไม้ระหว่างครึ่งบนกับครึ่งล่าง โดยจะมีค่ามาสุดที่จุดกึ่งกลางความลึกปลายคาน
ไม้สังเคราะห์ (Engineered Wood)
ไม้สังเคราะห์ หรือ Engineered Wood คือ วัสดุก่อสร้างที่ผลิตขึ้นโดยการนำไม้จริงมาแปรรูปและประกอบเข้าด้วยกันด้วยเทคโนโลยี ทำให้ได้วัสดุที่มีคุณสมบัติพิเศษที่เหนือกว่าไม้จริงในหลายด้าน เช่น
- ความแข็งแรง
- ทนทานต่อการบิดเบี้ยว
- มีความสม่ำเสมอของคุณภาพสูง
คุณสมบัติไม้สังเคราะห์
- ลักษณะ เป็นไม้ที่ผลิตขึ้นจากการนำเศษไม้หรือไม้ท่อนเล็กๆ มาอัดประสานกันด้วยกาวหรือสารเคมี
- ประเภท ไม้สังเคราะห์มีหลายประเภท เช่น ไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด (Particleboard), ไฟเบอร์บอร์ด (Fiberboard), ไม้ MDF (Medium Density Fiberboard), ไม้ลามิเนต (Laminated Veneer Lumber) เป็นต้น
- คุณสมบัติ มีความแข็งแรงทนทาน น้ำหนักเบา ราคาถูก รูปแบบและขนาดหลากหลาย
- การใช้งาน นิยมใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ ตู้เสื้อผ้า ชั้นวางของ และงานตกแต่งภายใน
ประเภทของไม้สังเคราะห์ (Engineered Wood)
| ประเภทของไม้สังเคราะห์ | ชื่อทางการ | ส่วนประกอบ | คุณสมบัติ | การใช้งาน | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|---|---|---|
| ไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด | Particleboard, Chipboard | เศษไม้ขนาดเล็กที่นำมาอัดด้วยกาว | น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก | นิยมใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ และงานตกแต่งภายใน | ไม่เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความแข็งแรงสูง |
| มีเนื้อไม้ที่เรียบเนียนและสม่ำเสมอทั่วทั้งแผ่น | ใช้ทำผนังภายในอาคาร | ไม่ทนความชื้น | |||
| สามารถปิดผิวด้วยวัสดุต่างๆ เช่น เมลามีน ลามิเนต หรือวีเนียร์ เพื่อเพิ่มความสวยงามและทนทาน | ใช้ทำหลังคาสำเร็จรูป | ||||
| สามารถตัด เจาะ ตะปู หรือสกรูได้ง่าย | ใช้ทำกล่องบรรจุภัณฑ์ต่างๆ | ||||
| เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม | |||||
| ไม้อัด | Plywood | แผ่นไม้อัดหลายชั้นที่เรียงสลับทิศทางกัน | มีความแข็งแรงทนทานสูง | นิยมใช้ทำพื้น ฝา และโครงสร้างอาคาร | ไม่ทนความชื้น |
| สามารถตอกตะปูหรือใช้ตะปูควงขันใกล้ขอบแผ่น หรือทุกส่วนได้รอบด้าน | ใช้เป็นโครงหล่อเสาคอนกรีตในการก่อสร้าง | ควรใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการเจาะและตัด เพื่อป้องกันการแตกหัก | |||
| สามารถตัดด้วย เลื่อย และฉลุได้ง่าย | เป็นส่วนประกอบของเฟอร์นิเจอร์ | ควรเคลือบผิวด้วยวัสดุกันน้ำและกันปลวก เพื่อเพิ่มอายุการใช้งาน | |||
| เป็นฉนวนกันความร้อน | |||||
| สามารถรับน้ำหนักได้ในอัตราที่สูงกว่าไม้ธรรมดา | |||||
| เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม | |||||
| ไม้อัดโครงสร้าง | Structural Composite Lumber | เศษไม้ขนาดใหญ่ อัดหลายชั้นที่เรียงสลับทิศทางกัน | มีความแข็งแรงสูง | นิยมใช้ในการก่อสร้างโครงสร้างอาคาร | ไม่ทนความชื้น |
| ทนทานต่อแรงดึงและแรงบิด | ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องการความแข็งแรง เช่น โต๊ะทำงาน ชั้นวางของ | ควรใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการเจาะและตัด เพื่อป้องกันการแตกหัก | |||
| น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก | ใช้ทำกล่องบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ | ควรเคลือบผิวด้วยวัสดุกันน้ำและกันปลวก เพื่อเพิ่มอายุการใช้งาน | |||
| มีระบบเชื่อมต่อที่ง่าย ทำให้ติดตั้งได้รวดเร็ว | |||||
| เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม | |||||
| ไม้ลามิเนต | Laminated Veneer Lumber | 1. ชั้นบนสุด เป็นชั้นที่ถูกออกแบบเพื่อป้องกันการกระแทกและรอยขีดข่วน | มีความทนทานต่อรอยขีดข่วนและขี้เถ้าบุหรี่ | นิยมใช้ทำคาน พื้น และโครงสร้างอาคาร | ไม่ทนความชื้น |
| 2. ชั้นลายไม้ ถูกออกแบบโดยระบบคอมพิวเตอร์ เลียนแบบลายไม้จริง | มีลวดลายให้เลือกหลากหลาย สวยงาม | ติดตั้งได้บนพื้นที่เรียบได้ระดับเท่านั้น หากพื้นที่ไม่เรียบเมื่อติดตั้งจะเป็นเสียงดังขณะเดิน | |||
| 3. ชั้นกลาง ใช้ไม้เนื้อแข็งมาย่อย จึงทำให้ชั้นนี้มีความหนาแน่นที่สุด ทำจาก HDF (High-Density Fiberboard) | สามารถรองรับน้ำหนักได้ดี | ไม่สามารถซ่อมแซมส่วนที่เสียหายได้ | |||
| 4. ชั้นล่างสุด เป็นแผ่นพลาสติกป้องกันความชื้นและปลวก | ติดตั้งง่าย ด้วยระบบคลิกล็อค | วางแผ่นรองใต้เก้าอี้และโต๊ะ เพื่อป้องกันรอยขีดข่วน | |||
| ไม้เอ็นจิเนียร์ | Engineered Wood Flooring | 1. ชั้นผิวหน้าไม้จริง ความหนาประมาณ 3 - 4 mm. มีการทาเคลือบผิว | ความคงตัวสูง ไม่ยืด ไม่หด | สำหรับงานพื้น | ไม้เอ็นจิเนียร์บางชนิดอาจไม่ทนทานต่อความร้อนสูง |
| 2. ม้ยางพาราที่ฝานเป็นชิ้นเล็กๆ เรียงตัว 90 องศากับผิวหน้าไม้จริง และเว้นช่องไฟเล็กน้อย ทำเป็นไส้แกนกลางเพิ่มความแข็งแรงของพื้นไม้ | มิตรกับสิ่งแวดล้อม | ||||
| 3. ผิวไม้ชั้นล่างสุด เป็นวัสดุไม้ยางพาราเต็มแผ่น | ทนทานต่อสภาพอากาศ | ||||
| ติดตั้งง่าย ด้วยระบบคลิกล็อค |
ไม้ปาร์ติเกิล
ไม้ปาร์ติเกิล หรือที่เรียกกันติดปากว่า ไม้ PB นั้นเป็นวัสดุที่ทำจากเศษไม้เล็กๆ เช่น เศษไม้ยางพารา ขี้เลื่อย หรือเศษไม้จากกระบวนการผลิตอื่นๆ นำมาผสมกับสารเคมีและอัดด้วยความร้อนและแรงดันสูงจนเกิดเป็นแผ่นไม้ที่มีความหนาแน่นและแข็งแรง
- ราคาประหยัด เมื่อเทียบกับไม้จริง ไม้ปาร์ติเกิลมีราคาถูกกว่ามาก ทำให้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเฟอร์นิเจอร์ราคาประหยัด
- น้ำหนักเบา ไม้ปาร์ติเกิลมีน้ำหนักเบากว่าไม้จริง ทำให้การขนย้ายและติดตั้งสะดวกขึ้น
- รูปทรงหลากหลาย สามารถขึ้นรูปเป็นชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ได้หลากหลายรูปแบบ
- ผิวเรียบสวย เมื่อนำไปเคลือบผิวด้วยวัสดุต่างๆ เช่น เมลามีน หรือลามิเนต จะได้ผิวที่เรียบสวยและดูทันสมัย
โครงสร้างของไม้ปาร์ติเกิล
- ชั้นผิว เป็นชั้นนอกสุดของแผ่นไม้ปาร์ติเกิล ทำหน้าที่ปกป้องชั้นในและเพิ่มความสวยงาม
- ชั้นกลาง เป็นชั้นที่ประกอบด้วยเศษไม้และสารเคมี มีความหนาแน่นน้อยกว่าชั้นผิว
- ชั้นหลัง มีลักษณะคล้ายกับชั้นผิว แต่มีความหนาแน่นน้อยกว่าเล็กน้อย
การใช้งานไม้ปาร์ติเกิล
ไม้ปาร์ติเกิลถูกนำไปใช้ในการผลิตเฟอร์นิเจอร์หลากหลายชนิด เช่น
- ตู้เสื้อผ้า เนื่องจากมีน้ำหนักเบาและสามารถผลิตเป็นชิ้นส่วนขนาดใหญ่ได้
- โต๊ะทำงาน มีความแข็งแรงเพียงพอและราคาประหยัด
- ชั้นวางของ มีความหลากหลายของขนาดและรูปแบบ
- เฟอร์นิเจอร์สำนักงาน เนื่องจากสามารถผลิตเป็นชิ้นส่วนต่างๆ ได้ตามต้องการ
ข้อควรระวังในการใช้งาน
- ความแข็งแรง ไม้ปาร์ติเกิลมีความแข็งแรงน้อยกว่าไม้จริง ไม่เหมาะสำหรับการรับน้ำหนักที่มากเกินไป
- ความทนทานต่อน้ำ เมื่อสัมผัสกับน้ำเป็นเวลานาน ไม้ปาร์ติเกิลจะบวมและเสียรูปได้ง่าย
- สารเคมี ในกระบวนการผลิตอาจมีการใช้สารเคมี ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้หากสัมผัสโดยตรง


















