การดูแล ป้องกัน และ รักษาเนื้อไม้

การดูแล ป้องกัน และ รักษาเนื้อไม้
ไม้เป็นวัสดุก่อสร้างและตกแต่งเพื่อความสวยงาม ถึงแม้ไม้จะมีคุณสมบัติดีอย่างไรก็ตาม แต่ไม้ก็ยังมีข้อเสียสามารถเสื่อมสภาพได้ การเสื่อมสภาพของเนื้อไม้ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ และเคมี ที่เกิดขึ้นภายในไม้ ทำให้ไม้มีสภาพผิดไปจากเดิม เช่น เปลี่ยนสี ผุ หรือมีรอยด่าง ซึ่งมักเกิดมาจาก เชื้อรา แมลง เพรียง สภาพภูมิอากาศ ดิน น้ำ ลม ไฟ แสงแดด อุณหภูมิ ฯลฯ
ศัตรูทำลายไม้
1. เชื้อรา เข้าทำลายเนื้อไม้แล้วจะทำให้เนื้อไม้ผุยุ่ย
2. แมลง เช่น ปลวก มอด
3. เพรียง ทำลายไม้ที่ใช้งานในน้ำ มี 2 ชนิด คือ เพรียงทะเล และ เพรียงน้ำจืด
4. สภาพภูมิอากาศ
สาเหตุการผุของเนื้อไม้
การผุของไม้มักเกิดจากการกระทำของ Fungi (ฟังไจ) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มุ่งทำลายใยไม้ โดยจะกัดกินเยื่อไม้ (Tissue) เป็นอาหาร ทำให้ไม้ผุพังเนื่องจากเนื้อไม้ไม่มีไม้คอยยึดเหนี่ยว การผุของไม้จะเกิดจากปัจจัยเสริม 4 ประการ คือ
1. มีอาหารที่ฟังไจชอบ
2. มีอุณหภูมิที่พอเหมาะต่อฟังไจ
3. มีปริมาณอากาศเคลื่อนไหวน้อย
4. มีสภาพความชื้นที่พอเหมาะ
สาเหตุการผุของเนื้อไม้ ทั้งสี่ประการนี้ ถ้าขาดซึ่งปัจจัยใด ปัจจัยหนึ่ง การทำลายเนื้อไม้โดยฟังไจก็จะไม่เกิดขึ้น พิสูจน์ได้จากการที่นักโบราณคดีขุดพบท่อนซุงที่ทำเป็นฐานกำแพงเมืองจมอยู่นับร้อยปี ซึ่งก็อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่มีการผุเปื่อย เป็นเพราะซุงจมอยู่ใต้ดินและมีน้ำท่วมขังตลอด ปราศจากอากาศถ่ายเท
การเตรียมไม้ก่อนอาบน้ำยา
การเตรียมไม้ก่อนอาบน้ำยาให้ทำความสะอาดโดยการกำจัดฝุ่น และคราบไขมัน และ ไม้ที่สัมผัสดินให้ใช้ยาป้องกันการผุกร่อน และปลวกที่เหมาะสม ทั้งให้แห้งสนิทประมาณ 2-5 วัน ทำความสะอาดผิวไม้ให้ปราศจากฝุ่น เชื้อรา ตะไคร่ และยางไม้
วิธีการรักษาเนื้อไม้ ด้วย วิธีการอาบน้ำยา
วิธีการอาบน้ำยา เป็นวิธีการอาบน้ำยาให้กับไม้ทั้งที่เป็นซุงหรือที่ผ่านการแปรรูปมาแล้ว โดยนำไม้ที่ต้องการอาบน้ำยาลงไปแช่ในถังอัดน้ำยา ซึ่งจะทำการอัดน้ำยาด้วยแรงอัดภายในถัง ทำให้น้ำยาสามารถซึมเข้าไปในเนื้อไม้ได้อย่างทั่วถึง การอัดน้ำยายังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ
1. วิธีการรักษาเนื้อไม้ ด้วยการทาหรือพ่นน้ำยา
การทาหรือพ่น เป็นวิธีที่เป็นที่นิยมเนื่องจากวิธีการทำที่ง่ายและค่าใช้จ่ายต่ำ โดยวิธีการคือไม้ที่จะใช้เคลือบต้องเป็นไมเที่แห้งสนิทและสะอาด วิธีทาหรือพ่น ควรทำอย่างน้อย 2 ครั้ง เพราะวิธีนี้ น้ำยาจะซึมเข้าเนื้อไม้ได้ไม่ลึกนัก และน้ำยาที่ใช้ ก็ควรเป็นน้ำยาชนิดที่ดูดซึมได้เร็ว วิธีนี้อาจได้ผลไม่เต็มที่ แต่ก็สามารถยับยั้งการเติบโตของจุลินทรีย์ได้ หรือทำให้ฟังไจเข้าไปทำลายเนื้อไม้ไม่ได้ โดยที่การผึ่งไม้ให้แห้งก่อนการทา หรือพ่น จะช่วยให้น้ำยาซึมซับเซลล์ไม้ได้ดีขึ้น และต้องระวังการแตกและฉีกร้าวของไม้ด้วย
2.วิธีการรักษาเนื้อไม้ ด้วยการอาบน้ำยา
อาบน้ำยา การนำไม้ที่ต้องการอาบน้ำยาลงไปแช่ในถังอัดน้ำยา ซึ่งจะทำการอัดน้ำยาด้วยแรงอัดภายในถัง ทำให้น้ำยาสามารถซึมเข้าไปในเนื้อไม้ได้อย่างทั่วถึง การอัดน้ำยายังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 วิธี คือ
a. การอัดน้ำยาแบบเต็มเซลส์ Full Cell Process คือ การให้น้ำยาสามารถซึมเข้าไปในเซลล์เนื้อไม้มากที่สุดโดยการนำไม้ไปอาบน้ำยาด้วย แรงดันถึง 7-13 กก./ตร.ซม. ที่อุณหภูมิประมาณ 80-100 องศา เพื่อให้น้ำยาอัดเข้าไปในเนื้อไม้ได้ทั่วทุกเซลล์ นานประมาณ 2-3 ชม.
b. การอัดน้ำยาแบบไม่เต็มเซลล์ Empty Cell Process คือ การอัดน้ำยาเพียงเพื่อให้น้ำยาซึมเข้าไปในเซลล์ และเกาะติดอยู่ตามผิวของผนังเซลล์เท่านั้น โดยการนำไม้ไปอาบน้ำยาด้วยแรงอัดประมาณ 2-7 กก./ตร.ซม. จากนั้น จะปล่อยน้ำยาเข้าถังด้วยแรงอัดที่สูงกว่าครั้งแรกประมาณ 7-14 กก./ตร.ซม. ปล่อยให้น้ำยาซึมเข้าไปในเนื้อไม้จนเต็ม ตอนแรกก็จะขยายตัว และขับเอาน้ำยาออกมาจากช่องเซลล์ จากนั้นก็ทำสุญญากาศอีกประมาณ 30-45 นาที
น้ำยารักษาเนื้อไม้
น้ำยาหรือเคมีที่รักษาเนื้อไม้ มีอยู่หลายชนิด จะต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับลักษณะงานนั้นๆ ดังนี้
1. ครีโอโสต หรือสารผสมที่ได้จากน้ำมันดินถ่านหิน มีประสิทธิภาพสูง ไม่ละลายน้ำ ติดกับไม้ได้นานมาก ช่วยให้ไม้ไม่แตกร้าว กลิ่นรุนแรง ทาสีทับไม่ได้ มีสีดำ
2. สารเคมีผสมสารละลายประเภทน้ำมัน เช่น Tanalith T (เป็นสารเคมีประเภทละลายในน้ำมันซึ่งมีสารออกฤทธิ์เป็น Permethrin สามารถใช้วิธีการจุ่ม พ่นหรือทาได้)
3. สารเคมีผสมน้ำ ที่ใช้กันอยู่ในบ้านเราเช่น สารพวก Boron Compound (น้ำยาอัดขาว) , CCA:Copper Crome Asenic (น้ำยาอัดเขียว) ปกติแล้วการใช้สารพวก Boron Compound ใช้กันมากกับการรักษาเนื้อไม้พวกไม้ยางพารา ไม้เนื้ออ่อน ที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์
นอกจากนี้ยังมีน้ำยา หรือสารเคมีอีกหลายชนิด ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ต้องเลือกให้เหมาะสม สำหรับผลิตภัณฑ์รักษาเนื้อไม้ที่เป็นรู้จักกันในท้องตลาดก็ได้แก่ สารซาโดลินของ TOA สารเชลลไดรท์ของ เชอร์วู๊ด ใช้ป้องกันมอด เชื้อรา และแมลงต่างๆ สารทิมเบอร์ชิลด์ ของ TOA ใช้ป้องกันเชื้อราและกันซึมเข้าเนื้อไม้ ฯลฯ และผลิตภัณฑ์ที่ป้องกันเฉพาะผิวไม้ เช่น สีน้ำมันต่างๆ น้ำมันวานิช ยูริเทน เชลแล็ก และ แล็กเกอร์ เป็นต้น
