ระบบพื้น โครงสร้างพื้น

ระบบพื้น โครงสร้างพื้นในการสร้างบ้าน
พื้นที่เราเดินๆกันอยู่ ทุกท่านเคยสงสัยหรือไม่ว่า มันมีโครงสร้างเป็นอย่างไร หรือว่ามันมีอะไรเป็นส่วนประกอบบ้าง วันนี้เรามาทำความรู้จักกับโครงสร้างพื้นที่เราเดินกันเถอะ
สำหรับพื้นที่เราเดินๆกันอยู่นั้น แต่ละพื้นที่จะมีโครงสร้างที่แตกต่างกันออกไป เพราะแต่ละพื้นที่จะมีดินที่รองรับแตกต่างกันออกไป บางพื้นที่มีชั้นดินที่แข็งมากๆ หรือบางพื้นที่มีชั้นดินที่นิ่ม หรือนุ่มก็จะต้องใช้โครงสร้างพื้นที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของระบบการกระจายน้ำหนัก เพื่อการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่หน้าที่ของตัวอาคารนั้นๆ ยังไม่ได้พูดถึงวัสดุในงานพื้นที่มีมากมายหลายประเภทเข้าไปอีก
โดยพื้นแต่ละแบบจะสามารถแบ่งออกมาได้เป็น 3 ประภทใหญ่ๆ ได้แก่ พื้นคอนกรีตหล่อในที่ หรือ Cast in place concrete Slabs พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป หรือ Precast Concrete Slabs และแบบสุดท้ายคือ แผ่นเหล็กพื้นโครงสร้าง หรือ Metal Deck
พื้นคอนกรีตหล่อในที่ Cast in place Concrete Slabs
สำหรับแบบแรก หรือ พื้นคอนกรีตหล่อในที่ (Cast in place Concrete Slabs) หรือพูดง่ายๆคือการที่เรานำเอาคอนกรีตมาเทหล่อในพื้นที่ตัวอาคารหรือตัวบ้านนั่นเอง จึงจะเป็นวิธีที่เราใช้กับพื้นที่ชั้นล่างของตัวบ้าน หรือส่วนที่ติดกับพื้นดิน นอกจากนี้สามารถแบ่งลักษณะพื้นคอนกรีตหล่อในที่ได้อีก 2 ประเภท คือ พื้นคอนกรีตวางบนดิน หรือ Slabs on ground และ พื้นคอนกรีตวางบนคาน หรือ Slabs on beam ซึ่งลักษณะของพื้นทั้ง 2 นี้เองก็ยังมีความแตกต่างกันในเรื่องของการใช้งานด้วย
พื้นคอนกรีตวางบนดิน หรือ Slabs on ground
พื้นคอนกรีตวางบนดิน หรือ Slabs on ground คือพื้นที่ที่เราหล่อลงบนพื้นดินโดยตรง ไม่มีคานในการช่วยรองรับน้ำหนัก จะเหมาะกับพื้นที่ที่ไม่จำเป็นต้องรับน้ำหนักมาก หรือ พื้นที่ภายนอกตัวอาคาร เช่น ที่จอดรถ หรือ ถนนหน้าบ้าน และเมื่อเป็นการถ่ายน้ำหนักลงสู่พื้นโดยไม่ผ่านคานนั้น การบดอัดพื้นให้มีความแน่น ทั้งอัดดิน และ ดินทราย มีความจำเป็นมากๆเพราะเมื่อบดอัดได้แน่นมีคุณภาพ ปัญหาการแตกร้าว หรือ พื้นทรุดก็จะไม่ตามมาในภายหลัง หรือ ยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น
สำหรับพื้นคอนกรีตวางบนดิน จะมีวิธีการในการดำเนินการอยู่ไม่มาก โดยเริ่มจากเตรียมพื้นดินด้วยการ การบดอัดดินให้แน่นเพื่อลดปัญหาการทรุดตัวในภายหลัง โดยความแน่นในการบดอัดดินนั้น จะขึ้นอยู่กับน้ำหนักที่พื้นที่นั้นๆจะต้องรับน้ำหนัก ก่อนจะเทรายและบดอัดทรายอีกครั้ง สำหรับกรณีพื้นที่ภายในอาคารจำเป็นต้องปูแผ่นพลาสติกทับเพื่อป้องกันความชื้นจากดินและทราย เข้าสู่ด้านบนของพื้นคอนกรีต แต่สำเร็จพื้นที่ภายนอกอาคารนั้นไม่จำเป็นต้องรองแผ่นพลาสติก
หลังจากที่เราเตรียมพื้นที่เสร็จแล้ว มาถึงขั้นตอนของการคำนวณปริมาณของคอนกรีตที่ต้องใช้ (โดยสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ในบทความของเราเรื่อง คอนกรีต ) โดยต้องวัดจากพื้นที่จริงๆ เพื่อให้ได้ปริมาณที่ถูกต้อง ตามต้องการไม่มากเกินไปหรือขาด สามารถคำนวณได้ด้วยการน้ำพื้นที่ กว้าง x ยาว x หนา = ปริมาณของคอนกรีตที่ใช้ โดยพื้นที่ กว้าง 2 เมตร ยาว 5 เมตร หนา 10 เซนติเมตร จะใช้คอนกรีต เท่ากับ 1 คิว ซึ่งต้องวัดหลายๆมุมเพื่อให้ได้ขนาดที่ถูกต้อง หลังจากที่เราได้พื้นที่ที่เราต้องการแล้ว ต่อมาต้องมาคำนวณเพื่อหารอยต่อของพื้นที่ เพราะหากเราเทเป็นแผ่นใหญ่ๆ โดยไม่แบ่งรอยต่อจะทให้พื้นคอนกรีตของเรา เกิดปัญหาแตกร้าวได้ ซึ่งเราควรกำหนดรอยต่อโดยแบ่งพื้นที่ออกเป็นชิ้นๆ โดยในการทำรอยต่อสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน คือการทำรอยต่อแยกแบบอิสระ คือเป็นการทำรอยต่อระหว่างพื้นที่ส่วนที่ติดกับผนัง ขอบทางหรือ ตัวเสา เพื่อไม่ให้โครงสร้างมีการเชื่อมต่อกัน ประเภทต่อมาคือ การทำรอยต่อโดยแบ่งออกเป็นชิ้น เพื่อป้องกันการหดตัวของคอนกรีต ซึ่งสามารถทำได้ทั้งหมด 3 วิธี โดยแบ่งออกเป็น การใช้วัสดุกั้นทำรอยต่อก่อนเทคอนกรีต และ การทำรอยต่อภายหลังการเทคอนกรีตที่แต่งผิวเรียบร้อยแล้ว และการทำรอยต่อภายหลังการเทคอนกรีตด้วยเครื่องตัด และเราควรที่จะป้องกันการแตกร้าวด้วยการใส่เหล็กเสริมเข้าไปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับพื้นคอนกรีต โดยให้ระยะของตะแกรงเหล็กอยู่ 1 ใน 3 ของความหนาของผิวบน และไม่ควรให้เหล็กอยู่ติดพื้น
หลังจากเตรียมตัวในส่วนของโครงสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มาสู่ขั้นตอนการเทคอนกรีตซึ่งต้องเทคอนกรีตให้เสร็จเป็นแนวๆ ไป เมื่อเทเสร็จแล้วจะต้องมีการี้เขย่าคอนกรีต เพื่อลดฟองอากาศและโพรงภายใน และไม่ควรเติมน้ำเพิ่มในส่วนของขั้นตอนนี้ และเมื่อคอนกรีตแข็งตัวขึ้น หรือแห้งขึ้น การแต่งผิวจะทำได้ช้าหรือเร็วนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ อย่างในช่วงหน้าร้อนจะสามารถแต่งผิวได้เร็ว แต่หน้าฝนและหน้าหนาว แต่แต่งผิวได้ช้า และในการแต่งผิวยังแบ่งได้ 2 แบบ คือแบบขัดหยาบด้วยเกรียงไม้ และ ขัดมันด้วยเกรียงเหล็ก เมื่อแต่งผิวเสร็จจะมาสู่ขั้นตอนการบ่มคอนกรีต เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำในคอนกรีตระเหยออกเร็วเกินไป โดยเราสามารถบ่มคอนกรีตได้หลายวิธีทั้งใช้พลาสติกคลุม พ่นน้ำให้ชุ่ม บ่มแบบการขังน้ำ และใช้กระสอบชื้นคลุม ซึ่งต้องบ่มอย่างน้อยต่อเนื่องกัน 7 วัน หลังจากนั้นผ่านไป 28 วัน คอนกรีตของเราก็จะมีกำลังอัดที่สมบูรณืพร้อมที่จะใช้งาน
พื้นคอนกรีตวางบนคาน หรือ Slabs on beam
พื้นคอนกรีตวางบนคาน หรือ Slabs on beam มีลักษณะเป็นการถ่ายน้ำหนักลงสู่คาน จะนิยมใช้กับพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ เพื่อป้องกันการทรุดตัว ซึ่งแตกต่างกับพื้นคอนกรีตวางบนพื้น แค่ในส่วนของการวางบนพื้นและวางบนคานเท่านั้น แต่ก็ยังสามารถแบ่งลักษณะการถ่ายน้ำหนักเป็นแบบ พื้นทางเดียว และ พื้นสองทาง หรือเป็นการกระจายน้ำหนักไปในทิศทางเดียวกัน หรือ กระจายออกเป็น 2 ทิศทาง
พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป หรือ Precast Concrete Slabs
หรือเรียกได้ว่าเป็นผนังแบบสำเร็จรูป หรือ พื้นแบบสำเร็จรูปก็ได้ (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความเรื่อง กำแพงพรีเคส) โดยมีกระบวนการการผลิต เป็นการหล่อคอนกรีตมาเป็นแผ่นๆ และเมื่อมาถึงหน้างานก็สามารถใช้งานได้เลย โดยติดตั้งโดยการวางบนคาน แล้วเทคอนกรีตทับหน้า เรียกว่า ระบบพื้นสำเร็จรูป ข้อเสียของระบบพื้นแบบนี้คือกรณีที่ หากต้องการปูพื้นด้วยพื้นจำพวกไร้รอยต่อต่างๆ จะมีความเสี่ยงในเรื่องของรอยแตกร้าว เพราะความเป็นแผ่นๆของตัว Precast ที่อาจเกิดการเคลื่อนตัวเมื่อเกิดแรงสั้นสะเทือน จึงควรจะใช้วัสดุปูพื้นที่มีรอยต่อเพื่อลดปัญหาการแตกร้าว
แผ่นเหล็กเสริมโครงสร้าง หรือ Metal Deck
เป็นระบบที่เหมาะกับการใช้งานในระบบของโครงสร้างเหล็ก ประกอบไปด้วยแผ่นเหล็กรีดเป็นลอน นำมาวางบนคาน โดยมีหัวหมุดเหลก ยึดกับคานเหล็กเป็นระยะๆ แล้วเทคอนกรีตไว้ด้านบน โดยลักษณะระบบพื้นแบบนี้จะมีจุดเด่นอยู่ 3 ด้านคือ ตัวแผ่นเหล็กจะเป็นแม่แบบของพื้นในการเทคอนกรีต และช่วยรับน้ำหนักของคอนกรีต เหมาะสำหรับอาคารหลายชั้น เนื่องจากช่วยลดต้นทุน และทำให้งานเสร็จไวขึ้น
