สายไฟ NYY / NYY-G สายฝังดิน

วิธีเลือกซื้อสายไฟ สำหรับไฟฟ้า บ้านพักอาศัยสายไฟฟ้า (Cable wire) 

สิ่งสำคัญในการเลือกซื้อสายไฟฟ้าเพื่อนำมาติดตั้งในอาคารโดยทั่วไปนั้นหากไม่ได้ศึกษา อาจจะทําให้ได้สายไฟฟ้าที่ผิดประเภทของการใช้งานไปได้ เช่น มีขนาดใหญ่เกินความจําเป็นในการส่งกระแสไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน หรือมีขนาดเล็กจนไม่สามารถทนกระแสไฟฟ้าที่ส่งมาได้มากพอที่ความสามารถของสายไฟฟ้านั้นๆจะรับได้ และที่สำคัญคือหากเกิดความร้อนขึ้นที่สายไฟฟ้ามากจนทำให้ฉนวนที่หุ้มสายไฟฟ้าทั้ง 2 เส้นนั้นละลายออก ส่งผลให้สายทองแดงหรืออลูมิเนียมเกิดการลัดวงจรเมื่อ สัมผัสโดนกัน และเกิดประกายไฟได้ในที่สุด 


โดยสายไฟแบ่งออกเป็นหลายประเภทดังนี้


สายไฟฟ้า THW VAF VCT NYY 


สายไฟ THW 

สายไฟฟ้า THW เหมาะกับการใช้งานทั่วไป โดยเฉพาะงานเดินสายร้อยในท่อ และ พาดสายในอากาศยึดกับลูกฉนวนลูกถ้วย เป็นสายไฟฟ้าที่ทนแรงดันไฟฟ้าได้ 450/750V มีฉนวน PVC หุ้ม 1 ชั้น และเป็นสายเพียงเส้นเดียว โดยการติดตั้งสายต้องร้อยเข้าไปในท่อร้อยสายไฟฟ้าอีกที่หนึ่งเพื่อป้องกันกรณีที่ต้องการฝังท่อในผนังคอนกรีต หรือเดินบนฝ้าเพดาน สายประเภทนี้นิยมเดินร้อยท่อหรือเดินลอยเป็นหลักไม่แนะนำให้เอามาเดินตีกิ๊บ หากจะตีกิ๊บแนะนำให้ใช้สายแบบ VAFจะประหยัดกว่า โดยมากสายไฟ THW ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากใช้ในวงจรไฟฟ้า 3 phase ได้ 

ข้อควรระวัง!!! ห้ามฝังใต้ดินหรือติดตั้งนอกอาคาร หรือที่ที่มีโอกาสให้สายสัมผัสกับดิน หรืออากาศโดยตรง 


สายไฟ VAF 

สายไฟฟ้า VAF เหมาะกับการเดินเกาะพื้นผิวอาคารโดยวิธีตีกิ๊บรัดสายติดกับอาคาร เป็นสายไฟฟ้าที่ใช้กันมากตามบ้านทั่วไป หุ้มด้วยฉนวน PVC ไว้ป้องกันความชื้นและช่วยป้องกันความเสียหายทางกลกับฉนวนภายใน ซึ่งหุ้มตัวนำทองแดงอีกชั้นหนึ่ง มีทั้งชนิด 2 แกน และ 3 แกน จะมีสายดินเพิ่มขึ้นอีก 1สาย โดยสายไฟ VAF สามารถทนแรงดันไฟฟ้า 300/500V (ไฟตามบ้านเรามีแรงดัน 220V) ตัวสายจะทนอุณหภูมิได้ไม่เกิน 70°C นิยมนำมาใช้เดินลอยตีกิ๊บหรือเข็มขัดรัดสาย(Clipรัดสาย)กันภายในอาคาร แกนทองแดงภายในสายจะมีทั้งแบบแข็ง(Solid) และแบบตีเกลียว(Strand) มีวิธีการเลือกใช้คือ หากต้องการงานเดินสายที่โค้งงอได้มาก ควรเลือกแบบตีเกลียว แต่หากเดินสายปกติไม่มีโค้งงอมากนัก ก็ให้เลือกแบบแข็ง

ข้อควรระวัง!! คือห้ามใช้สายไฟประเภทนี้ในวงจร 3 phase ที่มีแรงดัน 380 V (ในระบบ 3 phase แต่แยกไปใช้งานเป็นแบบ 1 phase แรงดัน 220 V. จะใช้ได้) รวมถึงไม่ควรนำสาย VAF ไปติดตั้งนอกอาคาร หรือฝังใต้ดินเด็ดขาด เพราะฉนวนที่หุ้มสายไฟ VAF นี้ ไม่สามารถทนต่อสภาพอากาศหรือสารอินทรีย์ที่อยู่ในดินได้นาน


สายไฟ VCT 

 สาย VCT นิยมใช้ในการเดินสายเข้าเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา เช่น มอเตอร์ไฟฟ้า เนื่องจากตัวสายจะอ่อนดัดโค้งงอได้ง่าย อ่อนมากกว่าสายไฟ NYY สายไฟฟ้า VCT เป็นสายไฟฟ้าที่สามารถฝังใต้ดินหรือติดตั้งนอกอาคารได้ เป็นสายอ่อน สามารถทนความร้อนได้ 70°C และ ทนแรงดันไฟฟ้าได้ 450/750V มีฉนวนหุ้ม 2ชั้น ซึ่งฉนวนชั้นนอกทนต่อสภาพอากาศและทนการสั่นสะเทือน ทองแดงแกนกลางจะเป็นฝอยๆ มีทั้งชนิดเป็นสายเดี่ยวสายคู่และที่มีสายดินอยู่ด้วย ถ้าเป็นสายเดี่ยวจะเป็นสายกลมและถ้าเป็นชนิด 2 แกนหรือ 3 แกนจะเป็นสายแบน นิยมเดินสายตามฝาผนังด้วยเข็มขัดรัดสาย (Clip) หรือเดินในราง แต่ก็สามารถเดินตีกิ๊บ เดินร้อยท่อฝังดินหรือฝังดินโดยตรง ก็ทำได้หมดสำหรับสาย VCT โดยปกติจะใช้เพื่อเดินต่อระหว่างอุปกรณ์ มากกว่าจะเอามาเป็นสายหลักในการเดินภายในอาคาร เนื่องจากสายแข็งจะเดินภายในท่อได้ง่ายกว่า 


สายไฟ NYY (ประเภทนี้)

สายไฟฟ้า NYY เหมาะกับการวางฝังในดินโดยตรง โดยบริเวณนั้นต้องไม่มีแรงกระแทกที่จะทำให้เกิดการชำรุดของสายได้ เป็นสายที่มีฉนวน 2 ชั้น โดยฉนวน PVC ชั้นในจะทำหน้าที่เป็นฉนวนหุ้มตัวนำเอาไว้ส่วนฉนวน PVC ชั้นนอกทำหน้าที่เป็นเปลือก ซึ่งสามารถทนความชื้นได้สูง สายชนิดนี้จึงสามารถใช้ฝังดินได้โดยตรงและมีความคงทนสูงไม่ว่าจะเดินแบบเปล่าหรือเดินร้อยท่อฝังดินก็ทำได้ สามารถทนความร้อนได้ 70°C และ ทนแรงดันไฟฟ้าได้ 450/750V มีทั้งแบบแกนเดียวแบบหลายแกน แบบหลายแกนมีสายดิน 

ข้อควรระวัง!! แกนทองแดงตรงกลางจะเป็นแบบตีเกลียวทำให้โค้งงอสายได้ระดับหนึ่งแต่ไม่ควรโค้งมากไป มีโอกาสหักสูง หากต้องการโค้งมากๆ ควรใช้สาย VCT มากกว่า 

 

ประเภทตัวนำไฟฟ้า

ลักษณะของตัวนำไฟฟ้าภายในสายไฟ สามารถแบ่งได้ 2 แบบหลักๆคือ แบบสายกลม สายแข็ง (Solid) และ แบบสายตีเกลียว สายแบน สายอ่อน(Stranded) ซึ่งทั้ง 2 แบบก็ทำให้สายไฟมีคุณสมบัติต่างๆแตกต่างกัน ดังนี้

  1. Solid ตัวนำจะเป็นโลหะแบบเดี่ยว 
  2. Stranded ตัวนำจะเป็นสาย Solid ขนาดเล็กๆหลายหลายๆเส้น มาพันเป็นเกลียวรวมกันเป็นกลุ่มเดียว ดังรูปข้างล่างนี้


Solid vs Strand 

การเลือกใช้แบบ Solid หรือ Stranded 

  1. Solid สายแบบนี้จะค่อนข้างแข็ง จึงเหมาะกับงานที่ไม่ต้องมีการเคลื่อนไหวมากนัก เช่น วงจรบน Protoboard เพราะสามารถเสียบสายลงไปในรู ได้โดยไม่แตกปลายแม้จะใช้หลายครั้งแล้วก็ตาม
  2. Stranded สายแบบนี้จะยืนหยุ่นได้ดี (Flexible) จึงเหมาะกับงานที่ต้องการเคลื่อนไหว เช่นบนตัวหุ่นยนต์ แขนกล หรือวงจรสายลอยต่างๆ 

เปรียบเทียบ Solid หรือ Stranded ในส่วนอื่นๆ

  1. การทนกระแส  สายแข็ง Solid > สายตีเกลียว Stranded เพราะพื้นที่หน้าตัดรวมของ Solid จะมากกว่าแบบ Stranded เพราะ Stranded อาจมีช่องว่างระหว่างตัวนำเล็กน้อย จึงทำให้ Solid มีความต้านทานน้อยกว่า จึงทนกระแสได้มากกว่า 
  2. ความหลากหลาย  สายแข็ง Solid < สายตีเกลียว Stranded เนื่องจากแบบ Stranded ผลิตออกมาหลายขนาดเพราะผลิตได้ง่ายกว่า ในขณะที่ Solid จะผลิตออกมาเฉพาะเส้นเล็กๆ
  3. ความทนทานต่อแรงฉีก ตัด กระแทก  สายแข็ง Solid > สายตีเกลียว Stranded 
  4. ความยืดหยุ่น  สายแข็ง Solid < สายตีเกลียว Stranded

อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า